- Bareo
- มีนาคม 2026
สไตล์งานออกแบบริมทะเล
สไตล์งานออกแบบริมทะเล นอกจากจะหมายถึงการ ออกแบบตกแต่งภายใน ของบ้านที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งแล้ว ยังหมายถึงงาน ออกแบบและตกแต่งภายใน ที่สร้างบรรยากาศสบาย ผ่อนคลาย และสะท้อนความรู้สึกของการอยู่อาศัยใกล้ทะเล แม้ตัวบ้านจะไม่ได้ตั้งอยู่ริมชายหาดโดยตรงก็ตาม
งานออกแบบตกแต่งภายใน ประเภทนี้ต้องพร้อมรับมือกับสภาพภูมิอากาศเฉพาะของพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งมีแสงแดดจัด ลมแรง และความชื้นสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป จึงทำให้การออกแบบ บ้านริมทะเล ไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของการเลือกใช้วัสดุและการวางระบบ ควบคู่ไปกับความงามของงาน Interior Design
โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญอย่าง “ความชื้น” และ “ความเค็ม” ที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเล แม้จะสร้างเสน่ห์ให้บรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยว แต่กลับเป็นสิ่งที่ “บ้าน” ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ความชื้นสะสมอาจทำให้ไม้บวม ผุ หรือเกิดเชื้อรา ขณะที่ไอเกลือในอากาศสามารถเร่งการกัดกร่อนของโลหะ ทำให้เกิดสนิมและลดอายุการใช้งานของวัสดุอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้เลือกใช้วัสดุและรายละเอียดการติดตั้งที่เหมาะสม
ดังนั้น Coastal Interior ที่ดี จึงต้องเริ่มจากการวางกลยุทธ์การออกแบบเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมจริง เช่น
- การเลือกไม้ที่ผ่านกระบวนการอบจนแห้งสนิท และเคลือบป้องกันความชื้น
- การใช้โลหะเกรด marine-grade หรือสแตนเลสที่ทนต่อการกัดกร่อน
- การวางแปลนที่เปิดรับลมธรรมชาติ (Wind Circulation) อย่างมีทิศทาง เพื่อช่วยระบายอากาศและลดความอับชื้น
- การเลือกพื้นผิวที่ทำความสะอาดง่าย และไม่สะสมไอน้ำ เป็นต้น
ซึ่งเมืองที่อยู่ใกล้ทะเล ไม่ว่าจะเป็นเมืองชื่อดังในประเทศไทยอย่าง พัทยา ภูเก็ต หรือหัวหิน หรือเมืองชายฝั่งในต่างประเทศ เช่น Cinque Terre, Venice, Cannes, Stockholm รวมถึงเมืองในเอเชียอย่าง ชิงเต่า และบาหลี ล้วนพัฒนาสไตล์งาน ออกแบบตกแต่งภายใน และการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับภูมิอากาศริมทะเลมาอย่างยาวนาน ซึ่งเราจะนำแนวคิดเหล่านี้มาแชร์ให้ทุกท่านในบทความนี้
สไตล์ที่เราเลือกหยิบยกขึ้นมาแนะนำวันนี้ได้แก่
Coastal Tropical Style
งาน ออกแบบตกแต่งภายใน สไตล์ทรอปิเคิล ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นสไตล์ริมทะเลตั้งแต่แรก แต่เป็นสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลมาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของประเทศที่มีภูมิอากาศเขตร้อน เช่น บ้านใต้ถุนสูงของไทย บ้านโบราณของชาวมลายู ไปจนถึงกลุ่มบ้านของอินโดนีเซีย
โดยหัวใจของสไตล์นี้ คือ เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ที่รวม indoor-outdoor-landscape ให้ผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่นั้นๆ อีกทั้งยังเน้นการใช้วัสดุท้องถิ่นมาตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและความใกล้ชิดกับธรรมชาติ
เมื่อสไตล์นี้ได้รับความนิยม ก็ถูกนำมาเป็นสไตล์หลักในงาน ออกแบบและตกแต่งภายใน Resort ที่เมืองริมทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะหัวหิน และ ภูเก็ต เพราะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสใกล้ชิดกับบรรยากาศริมทะเลได้อย่างเต็มอิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อริมทะเลมักมีลมพัดเพอยู่ตลอดเวลา ทำให้สามารถนั่งเล่นรับลมเย็น ฟังเสียงคลื่นได้ตลอดทั้งวัน
โดยเอกลักษณ์ของงานออกแบบสไตล์นี้ จะเป็นพื้นที่ที่มีหลังคาสูงโปร่ง มีช่องเปิดขนาดใหญ่เพื่อรับแสงและลม ใช้วัสดุธรรมชาติ และ มีการตกแต่งด้วยต้นไม้ หรือ ดึง Landscape เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ออกแบบภายใน เพื่อให้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด
โดย Coastal Tropical Style ที่นิยมในหัวหิน มักจะเป็นสไตล์ที่ลดทอนสไตล์ Tropical ลงมาให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยใช้สีที่อ่อนลงและวัสดุที่ทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่ภูเก็ตจะเน้นให้ดูดิบ และมีโทนสีเข้มกว่า
Mediterranean Style
งาน ออกแบบภายใน สไตล์เมดิเตอเรเนียนเอง ก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ที่โรงแรมในภูเก็ตนิยมนำมาใช้ โดยสไตล์นี้มีต้นกำเนิดมาจากเมืองริมทะเลในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เช่น สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ เป็นต้น โดยประเทศเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตที่มีอากาศเย็นที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในช่วงหน้าหนาว ดังนั้นเมื่อสไตล์เมดิเตอเรเนียนเดินทางมาถึงประเทศไทยที่อากาศร้อนตลอดทั้งปี สไตล์นี้จึงถูกดัดแปลงและผสมผสานเข้ากับสไตล์ Coastal Tropical เพื่อให้เข้ากับภูมิอากาศมากขึ้น โดยปรับพื้นที่ให้เข้ากับเมืองร้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ Element งานออกแบบที่เป็นสไตล์ยุโรป
โดยเอกลักษณ์ที่สำคัญของสไตล์นี้ ได้แก่ ซุ้มโค้ง (Arch) ผนังฉาบปูนโทนสีขาว ระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปเห็นทะเล มี Court เปิดโล่งตรงกลางเพื่อระบายความร้อน และใช้กระเบื้องดินเผา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ออกแบบตกแต่งภายในบ้านหรู หรือ รีสอร์ทหรู เนื่องจากสไตล์นี้จะต้องมีพื้นที่ที่กว้างขวาง เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดโปร่ง และผ่อนคลาย
งานออกแบบและตกแต่งภายใน สไตล์เมดิเตอเรเนียนจะให้ความรู้สึกที่โรแมนติก และหรูหราแบบงานดีไซน์สไตล์ยุโรป โดยเฉพาะเมื่อนำมาประยุกต์ให้เข้ากับภูมิอากาศของภูเก็ตมากขึ้น จึงมีการนำช่องเปิดกว้างๆ เข้ามาใช้ในงานออกแบบ ทำให้เกิดรูปแบบของงานสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่ต่างจากต้นฉบับ และกลายเป็นเอกลักษณ์ของสไตล์เมดิเตอเรเนียนในเขตร้อนชื้นไปในที่สุด
Hamptons Style (New York Shoreline)
ในขณะเดียวกันที่ หัวหิน เองก็มีงานออกแบบสไตล์ Hamptons เข้ามาเป็นหนึ่งในสไตล์งาน ออกแบบตกแต่งภายใน โรงแรมและคาเฟ่ต่างๆ โดยสไตล์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวอเมริกัน และมีต้นกำเนิดมาจากเกาะ Long Island ที่เป็นเกาะที่ตั้งสำหรับบ้านพักตากอากาศของเหล่าคนมีฐานะ โดยจะเป็นงานสไตล์ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตา ดูหรูหราแต่ไม่ได้เป็นทางการ โดยมักจะใช้โทนสีขาว ฟ้า-น้ำเงิน และไม้ธรรมชาติสีอ่อน มาเป็นโทนสีหลักในงานออกแบบ
และแน่นอนว่าเมื่อสภาพภูมิอากาศของอเมริกาและประเทศไทยต่างกันค่อนข้างมาก เมื่อนำสไตล์นี้มาใช้ในประเทศไทยจึงมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ โดยยังคงไว้ซึ่งหัวใจหลักของงานออกแบบ ได้แก่ ความปลอดโปร่งและโล่ง เพื่อให้มีพื้นที่ได้หายใจและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งทั้งยังต้องดูสะอาดและสบายตา ดังนั้นงานออกแบบสไตล์นี้จึงเลือกใช้โทนสีที่ผ่อนคลาย และไม่ได้กรุผนังตกแต่งแน่นจนเกินไป เพื่อให้คงไว้ซึ่งความอบอุ่นเป็นกันเองสำหรับผู้ที่มาพักผ่อน แต่ก็ยังให้ความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบาย ที่ซ่อนอยู่ในวัสดุที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีรสนิยม เช่น ม่านโปร่ง เครื่องเงิน ไปจนถึงการมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ทำให้สามารถมาพักผ่อนแบบ Long Stay ได้อย่างมีความสุข
Asian Colonial Style
หลายคนอาจรู้จักอาคารสไตล์ “Colonial” หรือ “โคโลเนียล” ที่นิยมนำมาใช้สร้างอาคารเก่าและวังเก่าหลายแห่ง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 20 ที่เป็นยุคล่าอาณานิคม ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นๆ และในทางกลับกัน เราได้สร้างสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติให้เข้ามาในประเทศไทย เผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้แก่ชาวต่างชาติ และเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
และ Colonial Style ก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยในยุคนั้น โดยมีสถาปนิกชาวต่างชาติมาออกแบบอาคารและวังหลายแห่งตามแบบ European Colonial Style แต่เมื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เข้ากับการใช้งานจริง ใช้วัสดุและของตกแต่งที่มีในประเทศไทย ไปจนถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตตามแบบไทย ทำให้งานออกแบบนั้นได้รับการดัดแปลง จนกลายมาเป็น Asian Colonial Style ในที่สุด
Asian Colonial Style จะมีจุดเด่นอยู่ที่การมีฝ้าเพดานสูงเพื่อระบายความร้อน, มีโถงและระเบียงสำหรับเชื่อมพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน, เป็นรูปทรงแบบสมมาตร และ มีการใช้หน้าต่างบานเกล็ด และประตูบานเปิดคู่ตามแบบที่นิยมในยุโรป ส่วนโทนสีที่มักจะเห็นในงานออกแบบสไตล์นี้ จะเป็นสีโทนขาวครีม ตัดกับสีน้ำตาลเข้ม และใช้วัสดุอย่างกระเบื้องวาดลาย หวาย และผ้าลินินมาเป็นวัสดุสำหรับตกแต่ง ทำให้เกิดบรรยากาศของบ้านพักตากอากาศที่เราคุ้นเคยกัน
โดยเมืองที่มีบ้านพักตากอากาศลักษณะนี้ตั้งอยู่มาก คือ หัวหิน เพราะผสมผสานระหว่างบรรยากาศและวิวสวยของบ้านพักตากอากาศ และความอบอุ่นของบ้านสไตล์คลาสสิคแบบไทยปนยุโรป ทำให้เกิดความ Heritage Luxury ที่เหมาะแก่พักผ่อนได้เป็นอย่างดี และถ้าลดทอนสไตล์นี้ให้ดู Cozy มากขึ้นก็จะเป็นสไตล์ Coastal Cottage ที่ดูทันสมัยมากขึ้น และหากทำให้ดู Formal และผสมผสานงานตกแต่งที่ดูจีนมากขึ้น ก็จะกลายเป็นสไตล์ Sino-European Colonial ที่นิยมในชิงเต่านั่นเอง
สไตล์ต่างๆ ที่ได้ถูกพูดถึงในบทความนี้ ต่างเป็นสไตล์ที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ และการใช้ชีวิตอยู่ริมทะเล โดยสิ่งที่ทุกสไตล์ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษสำหรับ งานตกแต่งภายใน ก็คือ การป้องกันปัญหาความชื้น, ความเค็ม, แสงแดด ไปจนถึงเสียงธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่ออยู่ริมทะเล โดยปัจจัยที่ต้องดูเป็นพิเศษในแต่ละหัวข้อ มีดังนี้
ความชื้น (Humidity Accumulation)
บ้านริมทะเล จะมีความชื้นสูงกว่า 70% ตลอดทั้งปี ยิ่งใกล้ทะเลมากก็ยิ่งชื้นมาก โดยเฉพาะเมื่อความชื้นเข้ามาในบ้านและสะสมตามผนังหรือฝ้าเพดาน ไปจนถึงระบบปรับอากาศ สถานที่เหล่านี้เมื่อชื้นแล้วจะระบายความชื้นออกได้ยาก ทำให้เกิดปัญหาของบ้านตามมา เช่น เชื้อรา กลิ่นอับ ไปจนถึงความชื้นที่อาจทำให้เฟอร์นิเจอร์ไม้บวมโก่ง หรือ มีการขยายตัวจนสีเคลือบเนื้อไม้แตกได้
วิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คือ เลือกใช้วัสดุแบบป้องกันความชื้น, หินอ่อนและกระเบื้อง หรือไม้ Engineered แทนไม้จริง แต่ในกรณีที่ต้องการใช้ไม้จริง จะต้องใช้ไม้ที่อบจนแห้งสนิทดีแล้ว และทาเคลือบด้วยสี Polyurethane หรือ สีสูตร Oil-based เพื่อเคลือบผิวและป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าไปในเนื้อไม้
ความเค็ม (Salt Air Corrosion)
ความเค็มเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับทะเล โดยไอเกลือจะพัดมาตามลมตามอากาศ มาเกาะตามบ้าน หรือแม้แต่ภายในบ้าน ส่งผลให้วัสดุโลหะเกิดการเสื่อมสภาพและขึ้นสนิมเร็ว โดยเฉพาะอุปกรณ์ Hardware ต่างๆ และงานระบบไฟฟ้า ที่อาจเกิดการเสื่อมสภาพและรั่วได้
วิธีแก้ปัญหา คือ จะต้องวางระบบลมพัดผ่านบ้าน (Air Ventilation) ให้ดี เมื่อลมพัดเข้าทางหนึ่งและสามารถให้ลมออกไปอีกช่องทางหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง (Flow) ก็จะลดละอองเกลือที่เข้ามาสะสมในบ้านได้
แสงแดด (UV Exposure)
แสงแดดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องระวังเมื่ออยู่บ้านริมทะเล เนื่องจากแดดจะแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสีของเฟอร์นิเจอร์ซีดเร็ว เฟอร์นิเจอร์หนังเสื่อมสภาพ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อาจแตกแห้ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับความชื้นมาสะสมไว้ก่อน จากนั้นก็โดดแดดร้อนๆ ในเวลากลางวัน จะทำให้เฟอร์นิเจอร์เสียหายง่ายเป็นพิเศษ
สำหรับบ้านริมทะเลที่ต้องการป้องกันแสงแดด การแก้ปัญหาด้วยการสร้างระแนง (Fin) แนวตั้งบริเวณภายนอกบ้าน นอกจากจะเป็นดีไซน์ของอาคารแล้ว ยังสามารถช่วยลดแสงแดดที่เข้าไปในบ้านได้ รวมทั้งการเลือกใช้กระจกแบบ Low-e ซึ่งจะรับเข้ามาแค่แสงธรรมชาติแต่ป้องกันรังสีจากแสงแดดออกไป
เสียงธรรมชาติ (Natural Noise)
สำหรับเสียง ASMR เสียงคลื่นซัดเข้าชายหาดอาจเป็นเสียงที่ชวนให้ผ่อนคลายเมื่อเปิดฟัง แต่สำหรับบ้านริมทะเลที่ได้ยินเสียงคลื่นตลอดทั้งวันอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจได้ ไปจนถึงแรงลมที่แรงกว่าบ้านในเมือง หากอุปกรณ์ประตูและหน้าต่างไม่แข็งแรงทนทาน อาจได้ยินเสียงประตูหน้าต่างขยับตลอดทั้งวันจนก่อให้เกิดความรำคาญได้
วิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ จะต้องเลือกใช้ประตูและหน้าต่างที่มีคุณภาพและแข็งแรงทนทาน รวมทั้งมีซีลหนาแน่นทำให้กระจกไม่ขยับและเสียงไม่ลอดผ่านเข้ามาในตัวบ้านนั่นเอง
งานออกแบบตกแต่งภายในริมทะเล จึงไม่ใช่เพียงการสร้างบรรยากาศตามสไตล์ต่างๆ ให้สวยงามและผ่อนคลายเท่านั้น แต่คือการออกแบบที่ต้องเข้าใจธรรมชาติของชีวิตริมทะเลก่อน รวมทั้งคิดหาวิธีป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่อาศัยเพื่อให้ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่วัสดุ โครงสร้าง ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม : Article
สนใจงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านหรู Bareo ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลเนรมิตห้องในฝันของคุณให้กลายเป็นความจริง
- LINE Official: @bareo
- Facebook Fanpage: Design by Bareo
- โทร: 083-899-9989
เขียนโดย : Than.T (ธันย์ชนก ธรรมกุลางกูร)
จบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี 2019 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน Business Design จาก Domus Academy (Milan) ด้วยเกรด 106/110 ในปี 2020
จากนั้นเข้ารับการอบรมหลักสูตร “Chinese for Foreigners” เป็นเวลา 1 ปีที่ Donghua University (Shanghai) และได้รับเกียรติบัตร “Excellent Student” ในภาคการศึกษาที่ 1 และ 2 ของปี 2024–2025
สนใจงานออกแบบและการเขียนมาตั้งแต่วัยมัธยม โดยเริ่มต้นเขียนบทความแรกตั้งแต่ชั้น ม.3 และสานต่อมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการเขียนเกี่ยวกับงานออกแบบ สถาปัตยกรรม งานศิลปะ และการตกแต่งภายใน
เขียนโดย : lemonet24 (ณัฐชตา พรหมทวด)
จบปริญาตรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขา กราฟิกและมัลติมิเดีย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด กราฟิกสำหรับแบรนด์ และทำสื่อประกอบบทความออนไลน์ มีความสนใจในด้านงานออกแบบ มีประสบการณ์ทำงานเป็น Editor ของบทความเกี่ยวกับงานออกแบบและ Lifestyle มากว่า 10 ปี ก่อนจะเริ่มสร้างสรรค์ เขียนบทความตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมาภายใต้นามปากกา lemonet24
ที่ปรึกษางานเขียน :
Interior Designer และผู้ก่อตั้งบริษัท Bareo Co.,Ltd.
ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานออกแบบตกแต่งภายในระดับแนวหน้าของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปี ในการสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยความงาม และสะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง พร้อมบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำทีมออกแบบที่พาโครงการของบริษัทคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย คือเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์ ความชำนาญ และความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการออกแบบไทยสู่เวทีโลก
รับชมผลงานออกแบบตกแต่งภายในของ BAREO ได้ที่ Portfolio หรือสนใจบริการออกแบบตกแต่งภายในสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร 02 408-1341 – 44 และ 083-899-9989 line ID : @bareo ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.