- Bareo
- มิถุนายน 2026
ด้วยการออกแบบตกแต่งภายในที่เหมาะกับประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนชื้นที่มีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่หลายพื้นที่มีอุณหภูมิแตะ 38 – 42 °C ความร้อนสะสมจึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม
หลายคนอาจเลือกแก้ปัญหาด้วยการติดเครื่องปรับอากาศเพิ่ม แต่ในความเป็นจริง หากบ้านไม่ได้ถูกออกแบบเรื่องพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ และการระบายอากาศตั้งแต่ต้น แม้จะเปิดแอร์ทั้งวัน บ้านก็อาจยังรู้สึกร้อนอยู่ดีเนื่องจาก ‘ความร้อนสะสม’ ที่ค่อยๆ ถูกปล่อยเข้ามาในตัวบ้าน
ปัจจุบันงาน ออกแบบตกแต่งภายใน จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม แต่ยังต้องช่วยให้บ้านอยู่สบาย เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย และรองรับการใช้ชีวิตจริงในระยะยาว
ทำไมบ้านในประเทศไทยจึงร้อนสะสมง่าย
ปัญหาความร้อนภายในบ้านในไทยไม่ได้เกิดจากอากาศภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘การสะสมความร้อน’ ของวัสดุและโครงสร้างภายในบ้านด้วย ดังนั้นนอกจากแสงแดดและรังสี UV ที่รุนแรงตลอดวัน และ สภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าวมากกว่าอุณหภูมิจริงแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้บ้านในไทยร้อนอีกด้วย ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่
- หลังคาและผนังสะสมความร้อน :
หลังคาและผนังเป็นองค์ประกอบหลักที่รับความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย หลังคาทรงจั่วจึงยังคงได้รับความนิยม เนื่องจากช่วยระบายน้ำฝนได้รวดเร็ว และเอื้อต่อการระบายอากาศใต้หลังคาเพื่อลดการสะสมความร้อน ในส่วนของผนัง วัสดุแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน อิฐแดงมีมวลวัสดุสูง จึงสามารถหน่วงการถ่ายเทความร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่มักจะคายความร้อนออกมามากกว่าในเวลากลางคืน ในขณะที่อิฐมวลเบามีค่าการนำความร้อนต่ำกว่า จึงช่วยลดความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีในช่วงเวลากลางวัน การเลือกใช้งานจึงควรพิจารณาร่วมกับการออกแบบช่องเปิด ทิศทางลม ฉนวน และระบบระบายอากาศ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
- กระจกขนาดใหญ่รับแดดโดยตรง :
กระจกบานใหญ่ช่วยเปิดมุมมองและเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับบ้านได้อย่างสวยงาม แต่การออกแบบจำเป็นต้องคำนึงถึงทิศทางแสงแดดร่วมด้วย หากกระจกขนาดใหญ่หันไปทางทิศตะวันตก อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในบ้านจากแดดบ่ายโดยตรง ส่งผลให้ภายในอาคารร้อนขึ้นและเพิ่มภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ การเลือกใช้กระจกที่มีคุณสมบัติกันความร้อน ร่วมกับชายคา ระแนงบังแดด หรือ การออกแบบช่องเปิดให้เหมาะสมกับทิศทางแดดและลมธรรมชาติ จะช่วยให้บ้านยังคงได้รับวิวและแสงธรรมชาติอย่างสมดุล โดยไม่เพิ่มความร้อนเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยมากเกินไป
- การระบายอากาศไม่เหมาะสม :
การ ออกแบบและตกแต่งภายใน ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพของสภาพแวดล้อมภายในบ้าน โดยเฉพาะเรื่องการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ซึ่งการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ผนังตกแต่ง หรือองค์ประกอบภายในบางประเภท หากวางในตำแหน่งที่ปิดกั้นทิศทางลมธรรมชาติ อาจส่งผลให้เกิดความอับชื้น ความร้อนสะสม และทำให้อากาศภายในบ้านไม่ถ่ายเท ดังนั้น การวางผังพื้นที่ (Space Planning) ที่ดีจึงควรคำนึงถึงทิศทางลม ช่องเปิด และการเชื่อมต่อของพื้นที่ภายในร่วมด้วย เพื่อให้บ้านสามารถระบายอากาศได้อย่างสมดุล เพิ่มความสบายในการอยู่อาศัย และประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
- การใช้วัสดุที่สะสมความร้อน :
วัสดุที่ใช้ภายในบ้านมีผลต่อการสะสมและคายความร้อนภายในอาคารโดยตรง โดยวัสดุบางประเภทสามารถดูดซับความร้อนได้มาก เมื่อสะสมถึงระดับหนึ่งก็จะค่อยๆ คายความร้อนกลับออกสู่พื้นที่ภายใน ส่งผลให้บ้านยังคงรู้สึกร้อนอบอ้าวแม้ในช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตก ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุในงาน ออกแบบตกแต่งภายใน จึงไม่ควรพิจารณาเพียงด้านความสวยงามเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงคุณสมบัติด้านการถ่ายเทความร้อน ความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงการใช้งานร่วมกับระบบระบายอากาศและแสงธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการสะสมความร้อนภายในบ้านและสร้างสภาวะการอยู่อาศัยที่สบายมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น พื้นหินอ่อนสีเข้ม กระจกบานใหญ่ โลหะ หรือผนังคอนกรีตเปลือยที่ได้รับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน อาจเกิดการสะสมความร้อนสูงกว่าวัสดุบางประเภท เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น วัสดุเหล่านี้จะค่อยๆ คายความร้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ภายใน ทำให้บ้านยังคงรู้สึกอบอ้าวแม้ภายนอกอาคารจะเริ่มเย็นลงแล้ว
ในทางกลับกัน วัสดุบางประเภท เช่น ไม้ ผ้าบุ หรือวัสดุที่มีคุณสมบัติช่วยลดการนำความร้อน สามารถช่วยลดความรู้สึกร้อนแข็งกระด้างของพื้นที่ภายในได้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับการออกแบบช่องเปิด การระบายอากาศ และการควบคุมทิศทางแสงแดดอย่างเหมาะสม
- การระบายความร้อนของเครื่องใช้ไฟฟ้า :
สิ่งหนึ่งที่คนมักไม่ได้คำนึงถึง คือ ความร้อนไม่ได้มาจากนอกบ้าน แต่เกิดขึ้นจากภายในบ้านเอง โดยเฉพาะความร้อนที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ รวมถึงโคมไฟบางประเภท ล้วนมีการปล่อยความร้อนสะสมเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านระหว่างการใช้งาน หากพื้นที่มีการระบายอากาศไม่เหมาะสม หรือมีการ ออกแบบตกแต่งภายใน ที่ปิดกั้นการไหลเวียนอากาศ ก็อาจทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การออกแบบและตกแต่งภายใน ที่ดีจึงควรคำนึงถึงทั้งการระบายอากาศ การเลือกใช้วัสดุ รวมถึงการจัดวางระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อช่วยลดความร้อนสะสมและสร้างสภาพแวดล้อมที่สบายต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น
งาน ออกแบบตกแต่งภายใน ที่ดี จะสามารถลดความร้อนในบ้านได้อย่างไร
งานออกแบบและตกแต่งภายใน ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงามให้กับพื้นที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน และสร้างสภาวะการอยู่อาศัยที่สบายมากยิ่งขึ้น
1. การออกแบบ Space Planning ที่ดี ช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบและตกแต่งภายใน คือ การวางผัง Layout หรือ Space Planning อย่างเหมาะสม ซึ่งจะสามารถช่วยให้ลมสามารถไหลเวียนได้ดี ลดจุดอับอากาศ และช่วยลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน ตัวอย่างเช่น
- การจัดตำแหน่งห้องให้รับลมธรรมชาติได้เต็มที่ มีช่องเปิดที่เหมาะสม ทำให้มีการไหลเวียนของอากาศภายในบ้านที่ดี
- การแยกพื้นที่ที่โดนแดดจัด ออกจากพื้นที่พักผ่อน และจัดให้เป็นพื้นที่ที่สามารถโดนแดดได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องเก็บของ หรือส่วน Service อื่นๆ เป็นต้น
- การเว้นระยะ Built-in ไม่จัดวางอัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศหมุนเวียนได้ เหมือนมีจังหวะที่เว้นไว้สำหรับการหายใจภายในบ้าน
- การลดผนังทึบที่ขวางการไหลของอากาศ ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีการรื้อถอนเกิดขึ้น ดังนั้นเจ้าของบ้านสามารถพิจารณาได้ว่างาน ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน หลังนั้นๆ ต้องการตกแต่งถึงระดับไหนและแจ้งแก่ผู้ออกแบบ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันและ ออกแบบภายในบ้าน ออกมาได้ตรงใจกับผู้อยู่อาศัยมากที่สุด
.
2. เลือกวัสดุให้เหมาะกับอากาศเมืองร้อน
ในการ ออกแบบตกแต่งภายใน วัสดุถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความร้อนภายในบ้าน วัสดุบางประเภทแม้จะดูสวยงามและหรูหรา แต่กลับสะสมความร้อนได้สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนเกือบตลอดปี
วัสดุที่เหมาะกับบ้านในประเทศไทย มักเป็นวัสดุที่ช่วยลดการสะสมความร้อนและเอื้อต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว เช่น ไม้โทนสีอ่อน ผ้าที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี รวมถึงสี Water-based ที่ปล่อยสารระเหย (VOC) ต่ำและมีกลิ่นรบกวนน้อยกว่าในระหว่างการใช้งาน
ในขณะเดียวกัน วัสดุบางประเภท เช่น โลหะ หรือกระจกบานใหญ่ อาจมีการสะสมและถ่ายเทความร้อนสูง หากใช้งานโดยไม่คำนึงถึงทิศทางแสงแดด การระบายอากาศ หรือการเลือกตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม ก็อาจทำให้ภายในบ้านเกิดความร้อนสะสมได้มากขึ้น
สำหรับวัสดุบางประเภท เช่น หินธรรมชาติ แม้จะให้ความรู้สึกหรูหราและมีความแข็งแรงสูง แต่ก็เป็นวัสดุที่สามารถสะสมความร้อนมาก โดยเฉพาะเมื่อได้รับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานแม้ว่าหินโทนสีอ่อนจะช่วยสะท้อนแสงและลดการดูดซับความร้อนได้ดีกว่าหินโทนสีเข้มในระดับหนึ่ง แต่ตัววัสดุเองยังคงมีการสะสมและคายความร้อนอยู่ ทำให้การเลือกใช้งานจึงควรพิจารณาร่วมกับตำแหน่งติดตั้ง และทิศทางแสงแดด หากไม่โดนแดดโดยตรง หินอ่อนจะช่วยทำให้บ้านเย็น แต่หากโดนแดดทั้งวันโดยเฉพาะช่วงบ่าย หินจะเป็นวัสดุที่สะสมความร้อนสูงและจะคายความร้อนออกมาในเวลากลางคืนอีกด้วย
ดังนั้น บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ที่มีประสบการณ์ในประเทศไทย จะเข้าใจถึงคุณสมบัติของวัสดุแต่ละประเภท รวมถึงวิธีการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศจริง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสวยงาม ความสบายในการอยู่อาศัย และประสิทธิภาพของพื้นที่ในระยะยาว
.
3. แสงธรรมชาติสำคัญ แต่ต้องควบคุมให้เป็น
ในการ ออกแบบตกแต่งภายในบ้านหรู ยุคใหม่มักนิยมใช้กระจก Full Height เพื่อเปิดรับวิวและเพิ่มความปลอดโปร่ง แต่สำหรับประเทศไทย หากออกแบบไม่เหมาะสม กระจกเหล่านี้อาจกลายเป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ การออกแบบที่ดีจึงไม่ใช่เพียงรับแสง แต่ต้องควบคุมแสงได้อีกด้วย แนวทางที่นิยมใช้ในบ้านระดับ High-end ได้แก่
- การเลือกใช้กระจกกันความร้อน (Low-E Glass) :
เพื่อลดความร้อนที่จะเข้ามาในตัวบ้าน
- การติดตั้งม่าน 2 ชั้น :
โดยชั้นนึงเป็นม่านโปร่งสำหรับกรองแสง และ อีกชั้นเป็นม่านทึบสำหรับกันแสงแดดที่ไม่ต้องการ ไม่ให้เข้ามาภายในตัวบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมความร้อนแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศและควบคุมคุณภาพของแสงภายในพื้นที่ได้อีกด้วย
- การออกแบบระแนงบังแดด :
สำหรับบ้านที่มีช่องเปิดขนาดใหญ่หรือผนังกระจกจำนวนมาก มักมีการออกแบบระแนงบังแดด ชายคา หรือ Facade Layer เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณที่หันไปทางทิศตะวันตกซึ่งได้รับแดดบ่ายที่มีความร้อนสูง
- การควบคุมทิศทางแสง :
การออกแบบพื้นที่ใช้งานให้เหมาะสมกับทิศทางของแสงธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เช่น การลดช่องเปิดขนาดใหญ่บริเวณทิศตะวันตก หรือการเลือกวางพื้นที่พักผ่อนในตำแหน่งที่ได้รับแสงอย่างเหมาะสมตลอดทั้งวัน
- การสร้าง Transition Space ก่อนเข้าสู่พื้นที่หลัก :
สำหรับบ้านที่มีเนื้อที่ค่อนข้างมาก การสร้าง Transition Space และร่นพื้นที่ใช้สอยหลักเข้าไปด้านในสามารถช่วยลดความร้อนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับ “Engawa” ในสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งภายนอกกึ่งภายในที่ช่วยลดแสงแดดและความร้อนก่อนเข้าสู่ห้องหลักโดยตรง
สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้านโดยตรง ทำให้บ้านเย็นขึ้นและช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญของงาน ออกแบบและตกแต่งภายใน ยุคใหม่
.
4. Built-in ที่ดี ต้องไม่ปิดกั้นการระบายอากาศ
งาน Built-in ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการ ออกแบบตกแต่งภายใน โดยเฉพาะบ้านพักอาศัยระดับ High-end ที่ต้องการความเรียบร้อย สวยงาม และการใช้งานที่ลงตัวในระยะยาว
สำหรับประเทศไทยที่มีทั้งอากาศร้อนและความชื้นสูง การออกแบบ Built-in ที่ดีจึงควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของการใช้งานจริงควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านยังคงโปร่งสบาย ดูแลรักษาง่าย และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
แนวทางที่นิยมใช้ในงาน ออกแบบและตกแต่งภายใน ระดับคุณภาพ ได้แก่
- การออกแบบให้เกิด Air Flow ภายในพื้นที่
- การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะกับสภาพอากาศไทย
- การวางตำแหน่ง Built-in ให้สัมพันธ์กับระบบปรับอากาศและการระบายอากาศ
- การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงที่ทนต่อความชื้นและการใช้งานระยะยาว
- การออกแบบพื้นที่จัดเก็บให้ใช้งานง่ายและดูแลรักษาสะดวก
เมื่อ Built-in ถูกออกแบบอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสวยงามและความเป็นระเบียบให้บ้าน แต่ยังช่วยยกระดับ Comfort ในการอยู่อาศัย และทำให้บ้านดูสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
5. บ้านเย็น ไม่จำเป็นต้องดูเย็นเสมอไป
หลายคนเข้าใจว่าบ้านโทนขาว หรือ Minimal เท่านั้นจึงจะดูเย็นสบาย แต่ในความจริง บ้านสไตล์ Luxury, Classic หรือ Modern Luxury ก็สามารถอยู่สบายได้เช่นกัน หากออกแบบอย่างถูกต้อง หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงสี แต่ยังรวมถึงปัจจัยเรื่องการจัดแสง, การไหลเวียนอากาศ, วัสดุ, การจัดสรรสัดส่วนพื้นที่ และการควบคุมความร้อนสะสม
บ้านที่ผ่านการ ออกแบบและตกแต่งภายใน อย่างเหมาะสม จะให้ความรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่เดินเข้าไป แม้อากาศภายนอกจะร้อนจัดก็ตาม
.
ในปัจจุบัน การ ออกแบบและตกแต่งภายใน ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม แต่ต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่สภาพอากาศมีผลต่อความรู้สึกในการอยู่อาศัยอย่างมาก ดังนั้นการลดอุณหภูมิภายในบ้านผ่านการ ออกแบบตกแต่งภายใน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเย็นสบาย แต่คือการสร้างบ้านที่สมดุล น่าอยู่ ประหยัดพลังงาน และรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว
Where Luxury
become heritage…
สนใจงานออกแบบตกแต่งภายใน ดูผลงานของเราเพิ่มเติมได้ที่ Portfolio / Live Portfolio
ติดต่อเรา | Contact Us
Call/Whatsapp :
(+66) 61 846 6633
E-mail :
LINE Official :
Facebook :
WeChat :
bareoth
FAQ : การลดความร้อนภายในบ้านด้วยงานออกแบบตกแต่งภายใน
Q1 : บ้านร้อนแม้เปิดแอร์ทั้งวัน เกิดจากอะไรได้บ้าง?
บ้านที่ร้อนแม้เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การสะสมความร้อนของหลังคาและผนัง กระจกที่รับแดดโดยตรง การระบายอากาศที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุในงาน ออกแบบตกแต่งภายใน ที่สะสมความร้อนมากเกินไป
Q2 : งานออกแบบตกแต่งภายใน ช่วยลดความร้อนในบ้านได้จริงหรือไม่?
งาน ออกแบบและตกแต่งภายใน ที่ดีสามารถช่วยลดการสะสมความร้อนภายในบ้านได้จริง ทั้งในเรื่องการวางผังพื้นที่ (Space Planning) การเลือกวัสดุ การควบคุมแสงธรรมชาติ และการออกแบบระบบระบายอากาศให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย
Q3 : บ้านสไตล์ Luxury หรือ Modern Luxury จะทำให้บ้านร้อนหรือไม่?
บ้านสไตล์ Luxury ไม่ได้หมายความว่าบ้านจะร้อนเสมอไป หากมีการ ออกแบบตกแต่งภายใน อย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องวัสดุ การจัดแสง การระบายอากาศ และการควบคุมความร้อนสะสม บ้านสไตล์หรูหราก็สามารถอยู่สบายและเหมาะกับอากาศประเทศไทยได้เช่นกัน
Q4 : Built-in มีผลต่ออุณหภูมิภายในบ้านหรือไม่?
Built-in มีผลต่อการไหลเวียนอากาศภายในบ้านโดยตรง หากออกแบบอัดแน่นจนเกินไป หรือวางปิดทิศทางลมธรรมชาติ อาจทำให้เกิดความอับชื้นและความร้อนสะสมได้ ดังนั้นงาน ออกแบบและตกแต่งภายใน ที่ดีจึงควรวางตำแหน่ง Built-in ให้สัมพันธ์กับระบบปรับอากาศและการระบายอากาศภายในบ้าน
Q5 : วัสดุแบบไหนเหมาะกับบ้านในประเทศไทย?
วัสดุที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย มักเป็นวัสดุที่ช่วยลดการสะสมความร้อนและระบายอากาศได้ดี เช่น ไม้โทนอ่อน ผ้าธรรมชาติ สี Water-based และวัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ ซึ่งบริษัท ออกแบบตกแต่งภายใน มักเลือกใช้งานร่วมกับการวางระบบระบายอากาศที่เหมาะสม
เขียนโดย : Than.T (ธันย์ชนก ธรรมกุลางกูร)
จบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี 2019 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน Business Design จาก Domus Academy (Milan) ด้วยเกรด 106/110 ในปี 2020
จากนั้นเข้ารับการอบรมหลักสูตร “Chinese for Foreigners” เป็นเวลา 1 ปีที่ Donghua University (Shanghai) และได้รับเกียรติบัตร “Excellent Student” ในภาคการศึกษาที่ 1 และ 2 ของปี 2024–2025
สนใจงานออกแบบและการเขียนมาตั้งแต่วัยมัธยม โดยเริ่มต้นเขียนบทความแรกตั้งแต่ชั้น ม.3 และสานต่อมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการเขียนเกี่ยวกับงานออกแบบ สถาปัตยกรรม งานศิลปะ และการตกแต่งภายใน
เขียนโดย : lemonet24 (ณัฐชตา พรหมทวด)
จบปริญาตรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขา กราฟิกและมัลติมิเดีย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด กราฟิกสำหรับแบรนด์ และทำสื่อประกอบบทความออนไลน์ มีความสนใจในด้านงานออกแบบ มีประสบการณ์ทำงานเป็น Editor ของบทความเกี่ยวกับงานออกแบบและ Lifestyle มากว่า 10 ปี ก่อนจะเริ่มสร้างสรรค์ เขียนบทความตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมาภายใต้นามปากกา lemonet24
ที่ปรึกษางานเขียน :
Interior Designer และผู้ก่อตั้งบริษัท Bareo Co.,Ltd.
ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานออกแบบตกแต่งภายในระดับแนวหน้าของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปี ในการสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยความงาม และสะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง พร้อมบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำทีมออกแบบที่พาโครงการของบริษัทคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย คือเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์ ความชำนาญ และความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการออกแบบไทยสู่เวทีโลก
รับชมผลงานออกแบบตกแต่งภายในของ BAREO ได้ที่ Portfolio หรือสนใจบริการออกแบบตกแต่งภายในสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร 02 408-1341 – 44 และ 083-899-9989 line ID : @bareo ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.